บทที่ 12 12 ทายาทสืบทอด

“วันนี้เข้าร้านด้วยเหรอ”

“อือ... นี่อย่าบอกนะว่ามารอเจอน้องผู้หญิงคนนั้นน่ะ แกยังไม่เลิกตามหาอีกเหรอ ป่านนี้น้องเขาคงได้ลูกค้ากระเป๋าหนักคนใหม่ไปแล้วมั้ง”

ภาคินทร์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขายกแก้วน้ำสีอำพันขึ้นดื่มรวดเดียวราวกับต้องการดับความร้อนรุ่มในอก ทว่าคำประชดประชันของเพื่อนสนิทกลับยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า... เขาไม่มีเบาะแสอะไรของเธอเลยสักอย่าง

“ไอ้บอยมันไม่เห็นเลยเหรอวะ”

‘บอย’ ที่ถูกกล่าวถึงคือผู้จัดการร้านคนสนิทของชลัน แม้จะอายุน้อย ทว่าความรับผิดชอบและปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเขานั้นยอดเยี่ยมจนไม่มีใครเทียบได้ ชลันจึงไว้วางใจยกหน้าที่ดูแลผับแห่งนี้ให้อยู่ในมือของเขาแต่เพียงผู้เดียว

“หูตามันไวขนาดนั้น ถ้ามันเห็นมันต้องบอกแกอยู่แล้ว ฉันว่า...”

“พอเถอะ คืนนี้ฉันอยู่ไม่นานต้องรีบกลับ คุณปู่เรียกพบน่ะ”

“ให้ฉันเดานะ คงไม่พ้นเรื่องที่ท่านอยากให้แกแต่งงานมีครอบครัว”

“หึ...” ภาคินทร์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นมาทันตาเมื่อคิดถึงเรื่องน่าปวดหัวที่บ้าน เขากระดกน้ำสีอำพันลงคอรวดเดียวจนหมดแก้ว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึก ราวกับต้องการระบายความอัดอั้น

“จะกลับเลยเหรอวะ”

“อืม ไม่มีอารมณ์ต่อแล้ว”

“เออ ๆ ตามใจ โชคดีกับการรับมือคุณปู่นะเพื่อน” ชลันโบกมือลาขำ ๆ แต่คนฟังกลับขำไม่ออก

ภาคินทร์ก้าวขาออกจากผับหรูด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น สองสัปดาห์ที่ไร้ร่องรอยของเธอ บวกกับเรื่องคลุมถุงชนของคุณปู่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า มันกำลังทำให้เขารู้สึกเหมือนระเบิดเวลาที่ใกล้จะหมดเต็มที

บ้านฉัตรบดินทร์

กว่าภาคินทร์จะมาถึงจุดหมายก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาในอาณาเขตของตระกูลฉัตรบดินทร์ ภาพรถยนต์หรูหลายคันที่จอดเรียงรายอยู่ก่อนแล้วก็ทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่า... ทุกคนกำลังรอเขาอยู่ และเขากำลังเป็นสายตาคู่สุดท้ายที่ทุกคนจับจ้อง

‘ท่านธานินทร์ ฉัตรบดินทร์’ คุณปู่ของเขา ผู้เป็นเสาหลักและผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลบดินทร์รักษ์อันเลื่องชื่อมากว่าครึ่งศตวรรษ ในวัยแปดสิบเก้าปี ณ ตอนนี้ท่านดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา ท่านยังคงเปี่ยมไปด้วยบารมีและแข็งแรงไร้โรคภัย ซึ่งบารมีนั้นยังคงแผ่ซ่านจนทำให้หลาน ๆ ไม่กล้าขยับไปไหนก่อนเวลา

ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงใหญ่ด้วยท่าทีสุขุมก่อนจะยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณปู่”

“อืม” เสียงเข้มขานรับพรางมองลอดแว่นสายตาคู่ยาก สายตาคู่นั้นนิ่งเรียบแต่ทรงพลัง “แกมาช้านะ...ภาคินทร์”

บรรยากาศในห้องโถงเงียบลงไปถนัดตา สายตาของบรรดาพี่ ๆ ที่นั่งอยู่ก่อนหน้านี้หันมามองเขาเป็นจุดเดียว ภารดีกวักมือเรียกน้องชายมานั่งข้างๆ เพื่อทำลายความอึดอัด ชายหนุ่มจึงเลี่ยงสายตาดุดันของคุณปู่แล้วก้าวเข้าไปนั่งลงข้างพี่สาวอย่างรู้ความ

“ติดเคสผ่าตัดด่วนครับคุณปู่ เลยมาเลท” ภาคินทร์อธิบายเสียงเรียบพลางกระซิบขอบคุณภารดีเบา ๆ ที่ช่วยหาที่นั่งให้

“โกศลแจ้งฉันว่าแกออกมาตั้งแต่หกโมงเย็นแล้ว โรงพยาบาลกับบ้านห่างกันไม่กี่นาที แกไม่น่ามาถึงเอาป่านนี้นะ”

“ผมไปแวะหาชลันมาครับ”

คำสารภาพตรง ๆ ไม่มีอ้อมค้อมของเขาทำให้ภารดีต้องลอบบีบมือน้องชายเบา ๆ เป็นสัญญาณเตือน ท่านธานินทร์เคาะนิ้วลงกับที่วางแขนของเก้าอี้เป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่ากดดันคนฟังจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง

“ห้าสิบปีที่ฉันสร้างบดินทร์รักษ์มา ฉันสอนพวกแกทุกคนเสมอเรื่องความรับผิดชอบ... แต่ดูเหมือนพักหลังมานี้ แกจะเอาหัวใจนำทางมากเกินไปจนเสียงานเสียการนะภาคินทร์”

“ช่วงนี้คินทร์รับเคสผ่าตัดใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลยค่ะคุณปู่ น้องคงอยากไปผ่อนคลายบ้าง” ภารดีพยายามช่วยคลี่คลายสถานการณ์

“เอาเถอะ... เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน” ท่านธานินทร์โบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ “ที่ฉันเรียกพวกแกมาพร้อมหน้ากันในวันนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญจะคุย... พวกแกก็รู้ดีว่าตระกูลฉัตรบดินทร์ของเรายังต้องการทายาทสืบทอด”

สายตาของชายชราเลื่อนไปหยุดที่หญิงสาวคนเดียวในห้องโถง “แพร... ปู่ยังต้องการหลานชายจากแกอยู่นะ ยัยไข่มุกปีนี้ก็สิบสามแล้ว”

“แพร...พยายามอยู่ค่ะคุณปู่” แพรเอ่ยตอบข่มเสียงไม่ให้สั่น ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ขัด

“แกต้องพยายามให้มากกว่านี้ แพร... อีกไม่กี่ปีแกก็จะสี่สิบแล้ว” น้ำเสียงของคุณปู่เฉียบขาดและไม่มีช่องว่างให้ปฏิเสธ “ถ้าภายในปีนี้ยังไม่มีวี่แวว ฉันจะส่งแกกับสามีไปอเมริกา หมอที่นู่นเทคโนโลยีเขาไปไกล คงช่วยให้ฉันสมหวังได้ไม่ยาก”

ภาคินทร์ลอบมองพี่สาวด้วยความเห็นใจ ความกดดันเรื่องลูกชายสืบทอดตระกูลยังคงสำคัญยิ่ง และเขารู้ดีว่า... รายต่อไปที่คุณปู่จะหันมาจัดการ ก็คือตัวเขาเอง

“ราวินทร์...”

ภาคินทร์ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อรายต่อไปไม่ใช่เขาอย่างที่นึกหวั่น แต่กลับเป็นราวินทร์ พี่ชายคนรองที่นั่งอยู่ถัดไปแทน

“ครับคุณปู่” ราวินทร์ขานรับ นัยน์ตาไหววูบเล็กน้อย

“แกกับหนูไผ่ไปถึงขั้นไหนกันแล้ว”

“ยังไม่ถึงไหนครับปู่” ราวินทร์ตอบทันควันโดยแทบไม่ต้องคิด

“ถ้าเรื่องของแกกับแม่นั่นยังไม่มีอะไรคืบหน้า ฉันจะเป็นคนหาคนที่เหมาะสมให้แกเอง”

“ผมกับไผ่เพิ่งคบกันได้ไม่ถึงปีเลยนะครับคุณปู่... ผมไม่อยากไปเร่งรัดเธอ” ราวินทร์พยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ แม้จะรู้ดีว่ามันแทบไม่มีน้ำหนักเลยในสายตาของประมุขแห่งบ้านฉัตรบดินทร์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป